เราทุกคนต่างรู้ดีว่าสุขภาพของหัวใจเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเราจึงออกกำลังกาย เลือกสรรอาหารที่เรากิน หรือแม้แต่ฝึกความคิดฝึกการมีสติ แต่ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งของการมีหัวใจแข็งแรงซึ่งเราอาจไม่ได้ฝึกฝนมาก่อน ซึ่งก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับสุขภาพของเราและนั่นคือ การฝึกหัวใจให้มีความรัก

ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงความรักแบบโรแมนติกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรักในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความคุ้นเคยของเพื่อนที่ดี ไปจนถึงความรักที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของผู้คนที่ยาวนานซึ่งเราอาจไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความรัก การใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณรักทั้งครอบครัวและเพื่อนสามารถลดความเครียดและความวิตกกังวล ลดความดันโลหิตและอาจทำให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นได้

นักจิตวิทยาด้านสุขภาพ ดร.ชิลเลอก์ เมอร์เกน(Shilagh Mirgain) อธิบายว่าการมีความรักที่มากขึ้นอาจจะไม่ได้ทำให้ดีขึ้นเสมอไป แต่สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่คุณภาพของความสัมพันธ์ที่เรามีกับผู้อื่น และแม้กระทั่งความรู้สึกของเราเกี่ยวกับตัวเอง “เราต่างปรารถนาที่จะได้ยินใครสักคนบอกว่า เรามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน” “เรามักจะทำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น เมื่อเรารู้ว่ามีใครบางคนในชีวิตมองเห็นและชื่นชมเรา”

วิธีที่จะนำความรักเข้ามาในชีวิตของคุณให้มากขึ้น

แม้ว่าอาจไม่ใช่สิ่งที่เรานึกถึงเป็นประจำ แต่เราสามารถปลูกฝังความรักให้มากขึ้นในชีวิตของเราได้เอง

ดร.เมอร์เกน แบ่งปันเคล็ดลับดังนี้

รักตัวเอง

“บ่อยครั้งที่เรามองหาผู้อื่น ที่จะมาเติมเต็มเราด้วยความรักและความเสน่หา แต่แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่เราต้องจัดหาเพื่อตัวเราเอง”

หากมีเพื่อนเข้ามาหาเราและเล่าว่าเขารู้สึกประหม่าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆอย่างการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรม ก็แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราจะให้กำลังใจและสนับสนุน แต่เมื่อถึงคราวที่เราคิดถึงตัวเองบทสนทนามักจะเป็นแง่ลบ เต็มไปด้วยความสงสัยว่าเราทำงานได้ไม่ดีพอ กลัวความล้มเหลวและอื่นๆ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงบทสนทนานั้น หยิบยื่นความเมตตาให้กับตัวเองและบอกตัวเองว่า “ฉันรักเธอและเธอทำได้” ในเวลาที่เราสงสัยในความสามารถของตัวเอง

มีข้อสังเกตว่าเราจะไม่ค่อยพึงพอใจในร่างกายของตนเองเป็นพิเศษ เช่น หน้าท้องโตเกินไป จมูกใหญ่เกินไป เตี้ยเกินไป สูงเกินไป บางครั้งดูเหมือนว่าจะมีอะไรให้วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเราอยู่ตลอด แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องหยุดและตระหนักรู้ว่าระบบต่างๆในร่างกายของเรานั้นน่าทึ่งแค่ไหน และเมื่อเราคิดเช่นนั้นจะช่วยให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการดูแลร่างกายของเราด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และการพักผ่อน ความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเราเองยังสำคัญต่อการลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จ หากเรามีน้ำใจต่อตัวเองหลังจากที่อาจจะออกนอกวิถีสุขภาพไปบ้าง เราจะสามารถกลับมารักษาแรงจูงใจไว้และก้าวไปสู่เป้าหมายของเราต่อไปได้

สร้างความรักด้วยตัวเราให้มากขึ้นในที่ที่เราอยู่

เมื่อเราแสดงความขอบคุณต่อผู้อื่นอย่างแท้จริงแล้ว เราเองก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน การแสดงความมีน้ำใจ การช่วยเหลือเมื่อมีคนต้องการการสนับสนุน และแม้แต่การกล่าวขอบคุณก็มีประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณรู้สึกว่าเริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้น

บ่อยครั้งที่เราตีความการกระทำของผู้อื่นผ่านประสบการณ์ของเราเอง หรือแม้กระทั่งความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยของตัวเราเอง หากมีคนพูดหยาบคายก็เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าคำหยาบคายนี้พุ่งตรงมาที่เรา แทนที่จะเข้าใจว่าคน ๆ นั้นอาจถูกทำให้อารมณ์เสียมาก่อน บางทีเขาอาจจะเหนื่อยและคำพูดของเขาก็อาจจะฟังดูรุนแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ดร.เมอร์เกน แนะนำว่า เมื่อเราพูดด้วยความเมตตา เรามักจะสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้อื่นได้

นอกจากนี้ เรามักประเมินการขอบคุณหรือการแสดงความขอบคุณแบบเรียบง่ายไว้ต่ำเกินไป เพราะคำขอบคุณอาจจะทำให้วันนั้นทั้งวันของใครบางคนเป็นวันที่มีความสุขได้ เรามักจะไม่แสดงการขอบคุณเพราะไม่แน่ใจในการใช้ "คำพูดที่เหมาะสม" ของเรา แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่า สิ่งที่ผู้รับให้คุณค่าอย่างแท้จริง คือ เจตนาเชิงบวกและความอบอุ่นที่แสดงออกมา ดังนั้นการกล่าวขอบคุณแบบเรียบง่ายทำให้ผู้อื่นรู้สึกประหลาดใจและมีความสุขมากกว่าที่เราจะคาดเดาได้

แสดงความชื่นชมผู้อื่นมากขึ้นในที่ทำงาน

ความรักมีได้หลายรูปแบบและในกรณีของสถานที่ทำงานหรือการเป็นอาสาสมัครนั้น หมายถึง การแสดงความขอบคุณเพื่อนร่วมงานและการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน “เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละสัปดาห์กับเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นขอให้เรามองหาโอกาส ในการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก สร้างความสนุกสนานร่วมกับผู้อื่นอยู่เสมอ”

เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะรู้สึกว่าการทำงานหนักของพวกเขาไม่เป็นที่รับรู้หรือไม่ได้รับการชื่นชม ขอแนะนำให้เขียนโน้ตกล่าวขอบคุณสำหรับความพยายามของพวกเขาหรือสิ่งต่างๆที่พวกเขาช่วยเหลือเรา ขอให้ลองพิจารณาหาวิธีที่จะนำอารมณ์เชิงบวกเข้ามาในวันทำงาน เช่น การหัวเราะ หรือแม้กระทั่งทำสิ่งที่ให้ความสนุกสนาน แม้บางคนจะคิดว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ไขว้เขวจากงานไปบ้าง แต่การวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมเชิงบวกของทีมงาน ซึ่งรวมถึงความสนุกสนานหรือเสียงหัวเราะ สามารถทำให้พนักงานมีประสิทธิผลและสร้างสรรค์มากขึ้น

ไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงานหรือในครอบครัวของเราเอง เมื่อเรารักษาความสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้อื่น มันจะช่วยให้เรา

สามารถเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายหรือยากลำบากได้

ความรักไม่ว่าจะด้วยความเสน่หาหรือความรักเมตตาต่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างแท้จริง เมื่อเราตั้งใจที่จะนำเข้ามาในชีวิตของเรา ความรักสามารถทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปได้จริงๆ

เราหวังว่าเทศกาลวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักปีนี้ จะเป็นปีที่เราได้สร้างความรักด้วยตัวเราให้มากขึ้นในที่ที่เราอยู่

ด้วยรักและห่วงใย

ทีมงาน Healthiest Me Thailand

ขอขอบคุณที่มา

https://www.uwhealth.org/