Credit photo by https://www.flickr.com/photos 

บทความจาก https://healthiestme.org      

เทศกาลวันสงกรานต์ปีนี้แม้จะยังไม่ได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนานเหมือนเคย แต่ก็เป็นอีกช่วงวันหยุดยาวที่เราได้มีเวลาพักจากงานและได้ใช้เวลาดีๆ กับครอบครัวและเพื่อนๆ มีอีกเทศกาลหนึ่งที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง ซึ่งคริสตชนทั่วโลกฉลองในเวลาใกล้เคียงกันนี้ คือ เทศกาลอีสเตอร์ เราอาจเห็นภาพไข่หลากสี กระต่าย และช็อคโกแลตในช่วงเทศกาลนี้ ซึ่งใช้แทนความหมายของเทศกาล แต่แท้จริงแล้วเทศกาลอีสเตอร์ คือ “การฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์”

เรารู้ว่าเรื่องความเป็นความตายไม่ใช่เรื่องเล่น ส่วนการที่มีคนมาบอกเราเรื่องคนคนหนึ่งฟื้นคืนชีวิต ก็ยิ่งฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับคนทั่วไป แต่ทำไมจึงมีการฉลองเหตุการณ์นี้ ซึ่งเกิดขึ้นราวๆ ค.ศ. 31 และยังคงดำเนินเรื่อยมาถึงปัจจุปัน คือ ค.ศ. 2022

ในบันทึกชีวประวัติของบุคคลสำคัญของโลก จากสารานุกรม Britannica ได้รับความเชื่อถือจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ทั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเยล (Yale) ฮาร์วาร์ด (Harvard) และอ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford) บันทึกเนื้อหา ชีวประวัติพระเยซูคริสต์เกี่ยวกับการฟื้นคืนชีวิตตอนหนึ่งไว้ว่า “เป็นการยากที่จะกล่าวหาแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านี้ หรือผู้เชื่อกลุ่มแรกว่าจงใจให้การเท็จ เพราะการกุเรื่องเพื่อที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีวิต ควรจะส่งผลให้เขาเล่าเรื่องราวที่มีความสอดคล้องกันมากขึ้น แต่กลับดูเหมือนว่ามีการแข่งขันกัน: "ฉันเห็นเขา", "ฉันก็เหมือนกัน", "ผู้หญิงเห็นเขาก่อน" "ไม่ ฉันเห็น; พวกเขาไม่ได้เห็นพระองค์เลย” เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นพยานผู้ให้ปากคำบางคนที่เห็นการฟื้นคืนพระชนม์ยอมสละชีวิตเพื่อความเชื่อของตน ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องนี้น่าจะไม่ใช่การโกหกหลอกลวง”

(https://www.britannica.com/biography/Jesus/Scribes-and-Pharisees#ref223005)

                                                                                                         Photo by Pisit Heng on Unsplash

...แล้ววันอีสเตอร์ เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร?

เช้าวันที่สามหลังจากพระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน อุโมงค์ฝังศพถูกพบว่า ว่างเปล่า คือ ร่างที่ถูกฝังฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย พระเยซูไม่เพียงแต่ละทิ้งอุโมงค์ฝังศพของพระองค์ แต่ทรงปรากฏแก่คนจำนวนมาก ทั้งเป็นส่วนตัว (ลูกา 24:34) และเป็นกลุ่ม (มัทธิว 28:9, ยอห์น 20:26-30, ยอห์น 21:1-14, กิจการ 1:3-6, 1โครินธ์ 15:3-7) และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นหลักฐานยืนยันอย่างแน่นอนว่าพระองค์เป็นผู้ซึ่งพระองค์อ้างว่าพระองค์เป็น (มัทธิว 12:38-40, มัทธิว 26:63‭-‬65, ​​มาระโก 14:60‭-‬62
พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ฟื้นคืนพระชนม์!

โปรดอ่าน “ความจริงสูงสุดสี่ประการ” เพื่อเห็นภาพรวม ว่าเพราะเหตุใดพระเยซูคริสต์จึงถูกจับและตรึงบนไม้กางเขน


พระเยซูคริสต์เป็นความหวังเดียวของเราในเรื่องความรอดและการหลุดพ้น พระองค์คือผู้ที่สามารถทำให้เราผ่านจากความตายไปเพื่อรับชีวิตนิรันดร์ด้วยกันกับพระองค์ได้ ดังพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวว่า "พระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น" - 1 โครินธ์ 15:20 

พระคริสตธรรมคัมภีร์ 1โครินธ์ 15:56-57 กล่าวไว้ว่า “เหล็กในของความตายนั้นคือความบาป... สาธุการแด่พระเจ้าผู้ทรงประทานชัยชนะแก่เราทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา” เหล็กในของความตายก็คือ ความบาป แต่พระเยซูทรงเอาเหล็กในออกโดยการสิ้นพระชนม์แทนเราที่ไม้กางเขนเพื่อไถ่บาป ความตายอาจทำให้เรากลัว แต่มันทำร้ายเราไม่ได้อีกต่อไป เราไม่ต้องกลัวการพิพากษาของพระเจ้าอีก ความตายทำได้เพียงเปิดประตูนำเราไปสู่พระเจ้าพระบิดาของมนุษยชาติ และรับชีวิตนิรันดร์เท่านั้น


พระเยซูคริสต์ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” - ยอห์น 14:6 พระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ได้จ่ายค่าไถ่โทษบาปของเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ และมีเพียงพระองค์เท่านั้น ที่จะประทานความรอดและการหลุดพ้นจากการพิพากษา จากการรับโทษความผิดบาปของเรา ทำให้เราได้ไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าบนสวรรค์ได้

                                                                                                        Photo by chris robert on Unsplash

ทุกวันนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเรา

แม้ว่าเรามองไม่เห็นพระองค์ แต่ความจริงสำคัญที่ทำให้ชีวิตของพระเยซูคริสต์ยังคงดำรงค์อยู่และเป็นจริงในผู้เชื่อศรัทธาพระองค์ คือ ความเชื่อมั่นที่มีรากฐานบนคำสัญญาของพระองค์ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค” มัทธิว 28:20 คำตรัสนี้พระองค์ให้กับสาวกเพราะพระเยซูทรงทราบว่าพระองค์จะกลับสู่สวรรค์ในไม่ช้า จึงทรงหนุนใจโดยรับรองว่าจะทรงอยู่กับพวกเขาเสมอ โดยพระวิญญาณของพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยกับเขา

“เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งความจริงซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะมองไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ พวกท่านรู้จักพระองค์เพราะพระองค์สถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ท่ามกลางท่าน “เราจะไม่ละทิ้งพวกท่านไว้ให้เป็นลูกกำพร้า เราจะมาหาท่าน” พระเยซูคริสต์ตรัสในยอห์น 14:16-18

พระองค์จะปลอบโยน นำทาง คุ้มครอง และให้ฤทธิ์เดชเมื่อพวกเขานำข่าวประเสริฐของพระเยซูไปสู่เมืองทั้งใกล้และไกล และเมื่อพวกเขาประสบกับความโดดเดี่ยวที่สุดในที่ที่ไม่คุ้นเคย ถ้อยคำของพระเยซูคริสต์จะก้องอยู่ในหูของพวกเขา เป็นคำย้ำเตือนว่าพระองค์สถิตกับพวกเขาตามพระสัญญาจริง ๆ


พระสัญญานี้เป็นจริงในชีวิตของเราด้วย

 ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ใกล้หรือไกลบ้าน เมื่อเราใช้ชีวิตติดตามพระเยซูคริสต์ เราก็ยึดพระสัญญาเดียวกันนี้ เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยวให้เราอธิษฐานร้องหาพระเยซู เราจะได้รับการปลอบโยน เพราะเรารู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา

                                                                                                          Photo by Ben White on Unsplash
ท่านเชื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสหรือไม่?

ท่านไว้ใจให้พระเยซูเป็นผู้นำทางชีวิตของท่านทั้งในปัจจุปันและชีวิตอนาคตแล้วหรือยัง?

โปรดอ่าน “ความจริงสูงสุดสี่ประการ” เพื่อความเข้าใจภาพรวมและแหล่งที่มาของชีวิตจากพระคริสตธรรมคัมภีร์


พระคริสตธรรมคัมภีร์ อิสยาห์ 57:15 กล่าวว่า 

“องค์ผู้สูงเด่นคือผู้อยู่ในนิรันดร์กาล ผู้ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสดังนี้ว่า “เราอยู่ในที่ที่สูงและบริสุทธิ์ และอยู่กับผู้ที่มีจิตใจสำนึกผิดและถ่อม เพื่อจะรื้อฟื้นจิตใจของผู้ใจถ่อม และรื้อฟื้นใจของผู้สำนึกผิด” 
                                                                                                    Photo by Aaron Burden on Unsplash

ด้วยรัก


ทีมงาน Healthiest Me Thailand 

"คลิกที่นี่" ท่านได้อะไรจาก เรื่องที่อ่านคะ? คำถาม 1 นาที ขอขอบคุณ


ขอขอบคุณที่มา

https://www.britannica.com/biography/Jesus/Scribes-and-Pharisees#ref223005

อีสเตอร์ที่แท้จริง 

ความสำคัญของอุโมงค์ว่างเปล่าคืออะไร? 

พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์จริงหรือ?

สถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา