
สาระสุขภาพโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ ภากร จันทนมัฎฐะ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคหัวใจ
ในยุคปัจจุบัน โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประชากรทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
โรคหัวใจนั้นมีหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด, โรคลิ้นหัวใจ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจ, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น การเข้าใจการทำงานของหัวใจปกติ จะช่วยให้เราเข้าใจ ‘โรค’ หัวใจมากยิ่งขึ้น
หัวใจเปรียบเสมือนปั๊มน้ำ โดยหัวใจห้องขวาจะทำหน้าที่รับเลือดดำจากทุกส่วนของร่างกาย ปั๊มไปยังปอดเพื่อรับอ๊อกซิเจน ขณะที่หัวใจห้องซ้ายจะรับเลือดแดงที่ได้รับอ๊อกซิเจนแล้วจากปอด ส่งไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ปกติแล้ว เลือดดำ(ซึ่งมีปริมาณอ๊อกซิเจนต่ำ) และเลือดแดง(ซึ่งมีปริมาณอ๊อกซิเจนสูง) จะไม่ปะปนกันเลย และมีลิ้นหัวใจคอยบังคับให้เลือดในร่างกายให้ไปไหลทิศทางเดียว ทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิต

กล้ามเนื้อหัวใจ ถูกออกแบบมาพิเศษยิ่ง ส่งผลให้ทรงพลัง และมีความทรหดอดทน(endurance)มากๆ ขณะที่กล้ามเนื้อลายอื่นๆ เช่น แขนขาของมนุษย์ แม้จะแข็งแกร่ง แต่หากใช้งานไปนานๆ จะเกิดความล้า หรือเป็นตะคริวได้
แต่กล้ามเนื้อหัวใจเต้นตลอดชีวิตของมนุษย์โดยไม่หมดแรง และไม่เป็นตะคริว เพราะหากกล้ามเนื้อหัวใจเป็นตะคริว เราจะตายทันที
ลิ้นหัวใจ ก็มีความทนทานสูงมาก ปกติหัวใจของมนุษย์เต้นวันละ 90,000-110,00 ครั้ง อันหมายถึงลิ้นหัวใจแต่ละลิ้นก็จะปิด-เปิด 90,000-110,00 ครั้งต่อวันเช่นกัน กระนั้น ลิ้นหัวใจก็สามารถทนต่อการปิด-เปิดแบบนี้ ได้ถึง 100 ปีโดยไม่เสียหาย ขณะที่ลิ้นหัวใจเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นจะทนทานได้เพียงประมาณ 20 ปี

เช่นเดียวกับปั๊มน้ำที่ต้องมีไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยง หัวใจก็มีไฟฟ้าซึ่งจะเป็นผู้กำหนดจังหวะ, ความเร็ว และความพร้อมเพรียง(synchronize) ในการเต้นของส่วนต่างๆของหัวใจ ไฟฟ้าหัวใจนี้เกิดขึ้นจากการไหลเข้าออกของประจุโซเดียม, โปแตสเซียม และ แคลเซียม ในเซลล์หัวใจ โดยการไหลเข้าออกของประจุดังกล่าว ถูกกำหนดด้วยประตูประจุ(ion channel) ซึ่งอยู่บนผิวของเซลล์ เวลาที่ใช้การเปิดปิดของแต่ละประตู มีความแม่นยำสูงมากในทุกๆครั้งของการบีบตัวของหัวใจ
หากประตูนี้เปิด-ปิดเร็วหรือช้ากว่ากำหนด เกินไปเพียง 0.2 วินาที หัวใจอาจหยุดทันทีได้ เช่น โรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า short หรือ long QTc syndrome รวมถึงโรคไหลตายซึ่งพบบ่อยในเพศชายที่มีภูมิลำเนาอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขง
ก็เกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิดของประตูประจุโซเดียม ส่งผลให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบรุนแรง ซึ่งมักเกิดตอนผู้ป่วยกำลังหลับ ผู้ที่เป็นโรคนี้ บางคนเข้านอนแล้วเสียชีวิตไปเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เขายังอาจปกติดีทุกอย่าง
หัวใจ ก็เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆในร่างกาย จำเป็นต้องมีเลือดมาหล่อเลี้ยง โดยเลือดที่มาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจนั้น จะผ่านมาทางระบบหลอดเลือดโคโรนารี่ ซึ่งมี 3 เส้นหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดซ้ายหน้า(Left anterior descending artery) เส้นเลือดซ้ายข้าง(Left circumflex artery) และ เส้นเลือดขวา(Right coronary artery) นอกจาก 3 เส้นหลักนี้ ยังมีเส้นเลือดย่อยอีกหลายเส้น
เส้นเลือดโคโรนารี่นี้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงประมาณ 3 มิลลิเมตร
ดังนั้น เมื่อมีไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดโคโรนารี่ จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก, หัวใจล้มเหลว รวมถึงเสียชีวิตเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดโคโรนารี่ตีบ(coronary artery disease) หรือที่บางครั้ง ถูกเรียกกันว่า โรคหัวใจขาดเลือด(Ischemic heart disease)นี้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคหัวใจทั้งหลาย ในปัจจุบัน

เมื่อแรกเกิดนั้น เส้นเลือดแดงของมนุษย์ จะยังไม่มีไขมันไปเกาะ แต่เมื่ออายุมากขึ้น จะมีไขมันไปเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดง ทำให้เกิดหลอดเลือดเสื่อม มีความยืดหยุ่นน้อยลงและเกิดภาวะผนังหลอดเลือดแข็ง(atherosclerosis) ไขมันที่ไปเกาะผนังหลอดเลือดนั้น คือ ไขมันโคเลสเตอรอล
และยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ส่งเสริมให้โคเลสเตอรอลไปสะสมในผนังหลอดเลือดแดง ได้แก่ การเป็นเพศชาย, สูบบุหรี่, โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้น การควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ จะช่วยป้องกันมนุษย์จากโรคหลอดเลือดหัวใจ
ระดับไขมันโคเลสเตอรอล มีส่วนอย่างมากต่อการเสื่อมของเส้นเลือดแดง ปัจจุบัน เวลาไปรับการเจาะเลือดเพื่อดูระดับไขมันโคเลสเตอรอล ควรดูเป็น ระดับไขมันโคเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL cholesterol), ไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี(HDL cholesterol) และไขมันไตรกลีเซอไรน์(Triglyceride) เนื่องจาก บางครั้งเมื่อ โคเลสเตอรอลโดยรวมสูง(Total cholesterol) แต่หากสูง เพราะ ไขมัน HDL สูง ก็ไม่น่ากังวล แต่ถ้าเป็นเพราะไขมันชนิดเลว LDL สูง ก็ควรควบคุมให้ดี
ความร้ายแรงของไขมันชนิดเลว LDL สูง คือ มันจะไม่แสดงอาการใดๆทั้งสิ้น จนกว่า จะเกิดหลอดเลือดตีบไปแล้ว หากหลอดเลือดสมองตีบ ก็จะเกิดอาการอัมพฤต อัมพาตได้
และหากหลอดเลือดหัวใจตีบ ก็อาจก่อให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกที่เรียกกันว่า Angina Pectoris หรือเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน(Acute myocardial infarction) หรือแม้แต่เสียชีวิตเฉียบพลัน (Sudden cardiac dead)ได้
อาการเจ็บหน้าอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบ(Angina Pectoris)
จะเกิดเมื่อหลอดเลือดโคโรนารี่ตีบไปมากกว่า 50-75% แล้ว ซึ่งหมายความว่า หากหลอดเลือดโคโรนารี่ตีบน้อยกว่า 50% ผู้ป่วยมักไม่มีอาการใดๆทางหัวใจเลย แต่กระนั้น หลอดเลือดโคโรนารี่ตีบที่น้อยกว่า 50% ก็ยังส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตเฉียบพลัน(Sudden cardiac dead)ได้

อาการเจ็บหน้าอกที่เรียกกันว่า Angina Pectoris นั้น มีลักษณะเฉพาะ คือ เจ็บแน่นตรงกลางหน้าอก เหมือนมีอะไรมาทับกลางหน้าอก หรือมีอะไรมาบีบที่หัวใจ ผู้ป่วยบางท่านจะบรรยายว่า จุกแน่นเหมือนอาหารไม่ย่อย แต่อาการรุนแรงกว่ามาก อาการแน่นหน้าอกจาก angina นี้ หากมีปวดร้าวไปไหล่ซ้าย หรือไปที่กราม หรือมีเหงื่อแตกร่วมด้วย จะทำให้น้ำหนักของการมีหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น โดยเฉพาะหากอาการดังกล่าว เกิดเมื่อกำลังออกกำลังกาย เช่น เดินขึ้นบันได, ยกของหนักๆ และเมื่อพักประมาณ 5-10 นาที อาการเจ็บหน้าอกก็หายไป
ทั้งหมดนี้ บ่งถึงสัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์ผู้เชียวชาญโดยเร็ว
แม้หัวใจจะเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องอกทางด้านซ้าย แต่อาการ Angina จะเจ็บแน่นตรงกลางหน้าอก อาการเจ็บจี๊ดๆเหมือนมีอะไรมาแทง จะบ่งไปทางกระดูกซี่โครงอักเสบ หรือลิ้นหัวใจยาว(mitral valve prolapse) ซึ่งไม่อันตราย และมักไม่รุนแรงเท่าโรคหลอดเลือดโคโรนารี่ตีบ
ดังได้กล่าวไว้ข้างต้น หากหลอดเลือดโคโรนารี่ตีบน้อยกว่า 50% ผู้ป่วยมักไม่มีอาการใดๆ รวมทั้งไม่มีอาการเจ็บหน้าอกด้วย อย่างไรก็ตาม โคเลสเตอรอลที่ไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเรียกกันว่า Plaque นั้น อาจเกิดการแตกได้(Plaque rupture) เมื่อ Plaque แตก จะมีเกล็ดเลือดมาเกาะบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จากหลอดเลือดโคโรนารี่ที่เคยตีบไม่ถึง 50% สามารถถูกอุดตันภายในเวลาไม่กี่นาที หรือไม่กี่ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหน้าอกแบบ Angina เฉียบพลัน ที่แม้จะพักก็ไม่หาย หรืออาจเสียชีวิตเฉียบพลัน ซึ่งพบได้ตามหน้าข่าวว่า ไปวิ่งออกกำลังกาย หรือไปฟิตเนส แล้วล้มลง หมดสติ และเสียชีวิตแบบกะทันหัน โดยไม่เคยทราบมาก่อนว่า มีโรคหัวใจ (การเสียชีวิตแบบปัจจุบัน นอกจากโรคหลอดเลือดโคโรนารี่ตีบแล้ว ยังมีสาเหตุจากโรคหัวใจชนิดอื่นๆอีกมาก)

ดังนั้น จึงแนะนำให้ประชาชนทั่วไป เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ แม้จะรู้สึกว่า ตนเองสบายดี
ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปี มีตรวจเช็คเลือดหลายรายการ รวมทั้งการดูระดับไขมันชนิดเลว LDL ด้วย หาก LDL สูงเกินเกณฑ์(เกณฑ์ของค่า LDL ในแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ขึ้นกับเพศ, วัย, ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และโรคหัวใจที่เป็นร่วม) การควบคุม LDL ให้ต่ำลง จะลดโอกาสทั้งการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ, การเกิดอัมพฤต อัมพาต และการเสียชีวิตเฉียบพลันได้ และแม้มีหลอดเลือดตีบไปแล้ว การคุมระดับ LDL ก็ลดโอกาสที่จะเกิดการตีบเพิ่มขึ้น และช่วยให้อาการเจ็บหน้าอกแบบ Angina น้อยลง รวมถึงลดโอกาสเป็นอัมพฤต อัมพาต ซ้ำซ้อนได้
ไม่เพียงแต่การคุมระดับไขมัน LDL, การควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น เลิกบุหรี่, คุมระดับความดันโลหิต, คุมระดับน้ำตาลในเลือด ก็ส่งผลดีต่อหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดทั่วร่างกาย
แต่บางครั้ง การพยายามควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกาย เพื่อลดระดับไขมัน, น้ำตาลในเลือด หรือเพื่อลดความดันโลหิตนั้น ไม่อาจไปถึงเกณฑ์ที่ควรจะเป็น การใช้ยา เพื่อช่วยควบคุมปัจจัยเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่เร่งด่วน ทางการแพทย์มักจะแนะนำให้ ผู้ป่วยพยายามคุมพฤติกรรมที่เกื้อหนุนต่อปัจจัยเสี่ยงนี้ก่อน เช่น ลดละอาหารที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง ลดปริมาณเกลือ และลดน้ำหนัก เพื่อช่วยลดความดันโลหิต แล้วค่อยเริ่มยาภายหลังหากผลต่างๆยังไม่เข้าเกณฑ์ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ยาในขนาดที่สูง อันจะเพิ่มค่าใช้จ่าย และผลข้างเคียงของยาได้
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากการใช้ยา (ซึ่งมียาหลายชนิด ไม่ใช่เพียงแค่ยาลดไขมันชนิดเลว LDL) ยังมีการใช้ลูกโป่งเพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบ(PCI: Percutaneous coronary intervention) และการผ่าตัดสร้างทางเบี่ยงให้หลอดเลือด(CABG: Coronary artery bypass surgery) ซึ่งจะนำเสนอต่อไป เมื่อมีโอกาส
ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ ภากร จันทนมัฎฐะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคหัวใจ
ภาพประกอบโดย อาสาสมัครทีมงาน Healthiest Me Thailand
29 กันยายน 2564
