
โปรดคลิกที่นี่เพื่ออ่าน "ความจริงสูงสุด 4 ประการของสุขภาพจิตวิญญาณ"
ก่อนที่ท่านจะอ่านบทสัมภาษณ์จากแขกรับเชิญของเรา เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้
สิ่งที่อยู่ในใจ
สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อสิรีรัตน์ ศิวะเพ็ชรานาถค่ะ หรือเล่นชื่อน้ำผึ้งค่ะ ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เติบโตขึ้นมาในบ้านที่มีคุณพ่อคุณแม่และคุณยายที่ใช้ชีวิตตามวิถีไทยเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่
แต่มีเรื่องนึงที่อยู่ในใจตั้งแต่ยังเป็นเด็กคือ ผู้ใหญ่ท่านไม่ได้พูดถึงพระเจ้าหรือผู้ที่ให้กำเนิดโลกและจักรวาลของเรา ดิฉันเชื่อว่าในโลกนี้จะต้องมีบางสิ่งหรืองพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเราซักที่ซักแห่ง ดิฉันจะมีความคิดเรื่อง “พระเจ้า” แฝงเร้นอยู่ในใจโดยไม่รู้สาเหตุ... ดิฉันเคยถามคุณพ่อคุณแม่ว่าในโลกนี้มีพระเจ้ารึเปล่า? คุณแม่ก็จะตอบทันทีว่า นั่นเป็นเรื่องไร้สาระ ดิฉันจึงไม่เคยเอาเรื่องนี้มาคุยกับท่านอีกเลย แม้จะยังเป็นเรื่องที่ค้างคาใจ
การปรับตัวในต่างแดน
คุณพ่อทำงานบริษัทการบินไทยเลยต้องย้ายไปประเทศต่างๆ ครอบครัวของเราคือคุณแม่ ดิฉัน และน้องชาย ได้ติดตามคุณพ่อไปอยู่ประเทศเหล่านั้นด้วย
ตอนที่เราย้ายตามคุณพ่อไปสวิตเซอร์แลนด์นั้น ดิฉันอายุได้ 7 ขวบ คุณแม่ก็ต้องลาออก จากงานและไปเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัวอย่างเต็มตัวซึ่งก็เป็นเรื่องใหม่และแตกต่างจากชีวิตเดิมในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง ถ้ามองย้อนกลับไปในเวลานั้น ก็ต้องยอมรับว่าชีวิตในต่างแดนนั้นสร้าง ความกดดันและความเครียดให้กับคุณแม่อยู่ไม่น้อย บ่อยครั้งที่ท่านอารมณ์เสียก็จะมาลงกับดิฉัน ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ ท่านอาจจะทำไปโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็ส่งผลต่อจิตใจของดิฉันอย่างรุนแรง ดิฉันก็เลยเริ่มไม่มั่นใจว่าคุณแม่รักเราจริงหรือไม่?
ดิฉันกลายเป็นเด็กเก็บกด ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และเคยท้อใจจนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย จำได้ว่าหลายคืนเลยที่ร้องไห้อยู่คนเดียวบน เตียงจนหลับไปเลย
แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่ว่าดิฉันจะอยู่ในอารมณ์ไหน กำลังทำอะไร ดิฉันจะ รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองตัวเราอยู่ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ชวนให้หวาดผวา แต่เป็นความรู้สึกว่ามีคนกำลังปกป้องคุ้มครองเรา ให้ความอบอุ่น และรู้สึกปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ซึ่งตอนนั้นดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นวิญญาณคุณตารึเปล่า? ที่คอยมาปลอบโยนเราตอนที่เราเศร้าก็เป็นได้ (แต่ตอนนี้ทราบดีแล้วว่า ไม่ใช่คุณตา…)
ต่อมาเมื่อดิฉันขึ้นเกรด 7 ซึ่งเทียบเท่าชั้นม.1 ของเมืองไทย คุณพ่อได้ย้ายไปทำงานที่เมือง โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ดิฉันจึงไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่เป็นคาทอลิก
ที่นั่นจึงเป็นที่แรกที่ดิฉันได้ยินชื่อ “พระเยซู” และทุกวันก็จะต้องเห็นรูป ชายผอมแห้งผู้นี้ถูกตรึงอยู่บนกางเขนอย่างทรมานอยู่หน้าห้องเรียน ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องแปลกมากทีเดียว
ที่ทางโรงเรียนเอาสิ่งนี้มาแขวนไว้ตามผนังห้องเรียน
นอกจากนั้น ทุกวันพุธทางโรงเรียนจัดให้มีพิธีมิสซาซึ่งจะมีการร้องเพลง ฟังเทศน์ฟังธรรม เป็นพิธีที่ทุกคนเข้าร่วมได้แม้จะไม่ได้เป็นคาทอลิก นักเรียนแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกที่จะไปฟังมิสซา หรือจะอยู่ในห้องเรียนและเขียนเรียงความเรื่องเกี่ยวกับศาสนาก็ได้ ตัวดิฉันเองเลือกที่จะไปฟัง มิสซาเดือนละ 1- 2 ครั้ง เพราะชอบฟังและการร้องเพลงเพราะของเค้า แต่ดิฉันก็ไม่เชื่อหรอกว่าพระเยซูมีตัวตนจริง คิดว่าเป็นเพียงตำนานหรือเทพนิยายที่เล่าขานต่อๆ กันมาเท่านั้น

ปรัชญา ศาสนา และชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
ตั้งแต่เป็นเด็ก ดิฉันสนใจเรื่องที่เกี่ยวกับปรัชญาและศาสนาเป็นพิเศษ และมีคำถามคาใจอยู่ว่า .....
“เราเกิดมาเพื่ออะไร?”
“ทำไมเราจึงมาอยู่บนโลกนี้?"
“ชีวิตเราจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน?”
“ชีวิตมีเพี่ยงแค่นี้เหรอ? เกิดมา เรียนจบมัธยม ต่อมหาวิทยาลัย หางานทำเพื่อเลี้ยงพ่อแม่ หาแฟน แต่งงาน มีลูก เลี้ยงลูกจากเล็กจนโต แก่ลง แล้วในที่สุดก็ก็แก่ และตาย (ขอพูดแบบเข้าใจง่ายนะคะ)”
และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ “มีพระเจ้าจริงหรือ?”
มีบางสิ่งบางอย่างทำให้ดิฉันคิดว่าต้องมีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น... ก็เลยตั้งใจศึกษาเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ ที่สอนเกี่ยวกับพระเจ้าองค์เดียว ดิฉันได้พยายามปฏิบัติศาสนาที่เคร่งมากอยู่ศาสนาหนึ่ง 5 ปี ทำสิ่งที่เคร่งครัดที่สุดตามแนวทางของศาสนา พยายามที่จะทำให้ดีที่สุด แต่ในช่วงเวลาที่พยายามนั้น ไม่ได้สัมผัสถึงความรักหรือความดีของพระเจ้าเลย สรุปคือเป็นการกระทำทางศาสนาที่เหมือนไร้ประโยชน์และไม่มีความหมายสำหรับดิฉัน
ข้างในจิตใจที่ว่างเปล่า บวกกับคำถามเต็มสมองเกี่ยวกับชีวิตก็ยังค้างคาอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้ว่าดูจากภายนอก ทุกอย่างเพอร์เฟคหมด ตอนนั้นได้แต่งงานแล้วกับแฟนสมัยมัธยม(High school sweetheart) ที่เราก็รู้ว่าเค้ารักเรามากๆ เป็นผู้ชายที่ดีมาก ไม่ใช่ว่าเพอร์เฟคนะคะ แต่เป็นผู้ชายที่ มีจิตใจเสียสละให้ภรรยาจริงๆ ลูกก็มีแล้วสองคน ลูกก็น่ารักไม่ได้เลี้ยงยากอะไร งานการก็มีทำ มีธุรกิจเล็กๆ ส่วนตัวไม่ได้เครียดอะไรมาก ทำงานกราฟฟิค มีนอนดึกบ่อยๆ แต่ก็เป็นงานที่เรารัก และอยากทำมาตั้งแต่เด็ก ขอพูดง่ายว่าคนที่มองจากภายนอกจะเห็นไม่ยากเลยว่าเรามีชีวิตแต่งงานในฝัน ครอบครัวในฝัน มีงานในฝันและชีวิตในฝัน (Dream marriage, dream family, dream job, and dream life)
โรคซึมเศร้า ความหดหู่ครอบงำจิตใจ
ไม่มีใครรู้และถ้าบอกก็คงไม่เชื่อนะคะว่าตอนนั้นข้างในนี้หดหู่และเศร้ามาก ความเศร้านั้นเจ็บมาก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจเกี่ยวกับความว่างเปล่า ทำให้รู้สึกอยากจะให้ชีวิตนี้มันจบเร็วๆ
ยิ่งเร็วได้ยิ่งดี เพราะมันทนไม่ไหวแล้ว ดิฉันก็งงตัวเองว่าเป็นบ้าอะไรเนี่ย! พูดกับตัวเองว่า "เธอก็มีทุกอย่างแล้วนะ จะเอาอะไรอีก!"
แต่ความเศร้าตอนนั้นผลักดันให้เราหาผู้ช่วย หาทางออก เพราะไม่อยากฆ่าตัวตาย เพราะรู้ว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวมาก คนที่จะเจ็บปวดที่สุดคือครอบครัว
ความคิดอยากฆ่าตัวตาย
เหมือนมีอะไรบางอย่างมายุอยู่เรื่อย เอาความคิดวิธีการปลิดชีวิตเข้ามาในสมอง ด้วยอาการที่เกิดขึ้น ทำให้ดิฉันอยากรู้ว่าจะมีวิธีไหนที่จะฆ่าตัวตายโดยไม่เจ็บปวด จึงได้เข้าไปค้นหาเรื่องนี้ใน อินเทอร์เน็ต แต่ก็เป็นเรื่องแปลกมากที่การค้นหาแต่ละครั้งจะต้องไปเจอเว็บไซต์หรือวิดีโอที่มีคน ออกมาพูดว่า “พระเยซูรักคุณ!” แต่ดิฉันก็ไม่เคยนำคำพูดเหล่านั้นกลับมาคิดอีก กลับบอกตัวเองว่า “เราไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องเหล่านั้น เราไม่ต้องการเชื่อพระเยซู พระเยซูไม่ใช่เรื่องจริง”
ความเจ็บปวดใจมันแย่ลงเรื่อยๆ และเป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก ดิฉันเคยได้ยินว่าถ้าใคร ฆ่าตัวตายเมื่อชาติที่แล้ว เขาก็จะต้องฆ่าตัวตายอีกในชาตินี้แม้จะรู้ว่านั่นเป็นเรื่องโกหก แต่ดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าตนเองคงไม่มีทางรอดพ้นจากชะตากรรมนี้ไปได้… เพียงแต่รอเวลาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรเท่านั้น
ความเศร้าหมองมักจะจู่โจมดิฉันในยามค่ำคืนที่เงียบมากๆ ดิฉันจึงพยายามยุ่งอยู่กับงาน ให้มากที่สุดจนดูเหมือนเป็นคนบ้างานและกลายเป็นคนนอนหลับยาก ขณะนั้นดิฉันรู้สึกว่ามีอำนาจบางอย่างที่ควบคุมตัวเราอยู่และต้องการให้เราตาย!
ดิฉันต้องต่อสู้กับอำนาจนั้นด้วยพลัง ทางอารมณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว และสิ่งเดียวที่ฉุดรั้งดิฉันไว้ได้ก็คือความรักที่มีต่อสามีและลูกๆ ดิฉันต้องคอยเฝ้าเตือนตัวเองว่าการปลิดชีวิตตัวเองเป็นทางออกที่เห็นแก่ตัว และครอบครัวจะเจ็บปวดแค่ไหนถ้าดิฉันทำร้ายตัวเองเช่นนั้น...

ปฏิมากรรมรูปเคารพ เกี่ยวอะไรกับพระเยซูไหมนะ?
ในความพยายามที่จะต่อสู้กับอำนาจมืดดำหรือมารร้ายที่ต้องการให้เราตาย ดิฉันก็เลยกลายเป็นคนสะสมเครื่องรางของขลังและรูปเคารพต่างๆอย่างงมงาย
ทุกๆคืนดิฉันจะนั่งลงต่อหน้าโต๊ะขนาดใหญ่ที่แน่นขนัดไปด้วยรูปเคารพนานาชนิดและสวดมนต์ต่อพระเหล่านั้น จู่ๆในคืนวันหนึ่ง ดิฉันกลับรู้สึกโมโหถึงกับออกปากพูดว่า
“ฉันจ่ายเงินไปมากมายมหาศาลเพื่อท่านทั้งหมดนี้แต่ไม่เห็นมีองค์ใดเลยช่วยฉันได้!” ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาในใจดิฉันว่า “พระเจ้าไงล่ะ จงอธิษฐานต่อพระเจ้า”
ดิฉันบอกกับตัวเองว่า นั่นสิเราเชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าต้องมีพระเจ้าไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่ลองอธิษฐานต่อพระเจ้าดูสักครั้ง แล้วดิฉันก็เริ่มต้นอธิษฐานด้วยคำพูดที่ตัวเองที่เขินๆอายๆ ค่อนข้างจะตะกุกตะกักอยู่ทีเดียว แต่แปลกเหลือเกินที่แม้จะเป็นการอธิษฐานอย่างกระท่อนกระแท่น ดิฉันสัมผัสได้ว่ามันให้ความรู้สึกที่ “จริง” มากๆและมีบางสิ่งหรือบางคนกำลังตั้งใจฟังดิฉันอยู่
ในช่วงต้นปีพ.ศ. 2553 มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่ดูเหมือนจะนำชื่อ “พระเยซู” มาปรากฏต่อดิฉัน ทั้งได้ยินด้วยหูและได้เห็นด้วยตาในสิ่งต่างๆรอบตัว
ดิฉันเริ่มสงสัยและสนใจอยากรู้จักพระเยซูมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในเวลานั้น กำลังบูชาพระพิฆเนศอยู่และเกิดสงสัยว่าพระเยซูกับพระพิฆเนศจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ คือตอนนั้นไม่เข้าใจและสงสัยจริงๆเป็นไปได้ไหมว่าพระเยซูอาจจะเป็นพระภาคหนึ่งของพระพิฆเนศ และเราจะบูชาทั้งพระพิฆเนศและพระเยซูไปพร้อมๆ กันเลยจะได้ไหม?
ในช่วงดึกของคืนหนึ่ง ดิฉันเข้าไปในกูเกิ้ล (Google) และพิมพ์คำว่า “พระเยซูและพระพิฆเนศ” แล้วเว็บไซต์หนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาชื่อ https://www.everystudent.com/features/know-God.html (เวบไซต์ภาษาไทยที่อธิบายคล้ายกัน https://www.whoisjesus-really.com/thai/four.htm) เมื่อคลิกเข้าไป ก็ได้พบกับคำอธิบายว่าเหตุใดมนุษย์จึงตกอยู่ในความบาป และแต่ละคนไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากบาปได้จะมีแต่พระเยซูผู้เดียวที่ช่วยได้ เพราะพระองค์คือผู้ที่ยอมตายเพื่อชดใช้ให้กับบาปของมนุษย์ทุกคน
นอกจากนั้นยังมีภาพของกางเขนที่แสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างมนุษย์ซึ่งมีบาปกับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ หากปราศจากพระเยซูผู้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม มนุษย์จะไม่สามารถมีมิตรภาพความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้เลย
เมื่ออ่านแล้ว ดิฉันคิดว่าเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาก่อนแล้ว แต่สำหรับครั้งนี้มันนำดิฉันมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ในคืนวันนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ได้ย้ำเตือนขึ้นมาในใจของดิฉันว่า “พระเยซูได้ชดใช้ทุกอย่าง แทนฉันแล้ว พระองค์ทรงรับภาระหนักทั้งสิ้นของฉันไปไว้ที่พระองค์แล้ว"
"พระเยซูตายแทนฉันแล้ว!"
คำเพียงไม่กี่คำ นั้นทำให้ดิฉันถึงกับตกใจและอึ้งไป และเป็นความรู้สึกเหมือนความรักของพระเจ้ากำลังเทลง มาดั่งสายน้ำ ดิฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น จำได้ว่าตนเองยกมือขึ้นปิดหน้าและอุทานออกมาว่า “จริงหรือนี่!” ดิฉันร้องไห้ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ร้อง และร้อง ร้องจนน้ำตานองหน้า มันเป็นน้ำตาแห่งความสุขที่ได้ต้อนรับความรักของพระเจ้าที่กำลังเทลงมาเหมือนน้ำ ทั้งเสียใจที่เคยปฏิเสธพระองค์ และใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะมาถึงวันนี้ได้
ปากดิฉันพร่ำขอบคุณพระองค์ไปขณะที่ยังสะอึก สะอื้น รู้สึกเหมือนตนเองได้หลงทางไปและบัดนี้มีคนพากลับบ้านแล้ว (เยเรมีย์ 29:12-13) คืนนั้น ทุกอย่างเป็นคำตอบที่ลงตัวอย่างมีเหตุมีผล ตาของดิฉันสว่างแล้ว หัวใจที่เคยว่างเปล่าได้รับการเติมเต็มจนท่วมท้น
พระเยซูเข้ามาในชีวิตฉันได้อย่างไร?
ดิฉันเพียงแค่คลิกลิงค์หนึ่งบนเว็บไซต์เท่านั้นเพื่อยืนยันว่าดิฉันต้องการเชิญพระเยซูเข้ามาในชีวิตของดิฉัน
เว็บไซต์นั้นกล่าวว่า “คุณสามารถต้อนรับพระเยซูคริสต์ได้เดี๋ยวนี้ เพราะพระเยซูตรัสว่า ‘เรายืนเคาะอยู่ที่ประตูถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตูเราจะเข้าไปหาเขา...’ (วิวรณ์ 3:20) แล้วเว็บไซต์นี้ก็ถามว่า “คุณอยากจะรับคำเชิญของพระเยซูไหม” ดิฉันอ่านต่อไปก็ได้พบกับตัวอย่างคำอธิษฐานต้อนรับพระเยซูดังนี้
“พระเยซูข้าพเจ้าต้องการรู้จักพระองค์และต้องการเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิต ขอบคุณพระองค์ที่ทรงตายบนกางเขนเพื่อชดใช้ให้กับความบาปผิดของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะสะอาด และสมควรที่พระองค์จะต้อนรับไว้ ด้วยความเต็มใจขอพระองค์ทรงช่วยข้าพเจ้าให้เปลี่ยนแปลงและ เป็นเหมือนตอนที่พระองค์ทรงสร้างข้าพเจ้ามาแต่แรก
ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงยกโทษให้แก่ข้าพเจ้า และประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบชีวิตแด่พระองค์เพื่อพระองค์จะทรงใช้ข้าพเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์”
เว็บไซต์นี้อธิบายต่อไปด้วยว่า
“ถ้าคุณได้อธิษฐานต้อนรับพระเยซูด้วยความจริงใจแล้ว พระองค์ก็จะเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณตามที่ทรงสัญญาไว้ คุณจะเริ่มมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และจะพบว่าตนเองค่อยๆเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นด้านจิตวิญญาณไปตลอดชีวิต ขณะเดียวกัน คุณจะสามารถรู้จักพระเจ้ามากขึ้นด้วยการอธิษฐานต่อพระองค์ อ่านพระคัมภีร์ และไป คริสตจักรเพื่อพบปะกับคริสเตียนคนอื่นๆ”
ดิฉันได้คลิกเข้าไปในลิงค์ที่บอกว่า “ฉันได้ต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตแล้ว” และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตที่มีพระเยซูเป็นพระเจ้า (ตัวอย่างลิงค์ที่เชื่อถือได้ 1. https://knowgod.in.th/personal-savior-3/
2. https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-personal-Savior.html)

คำตอบที่แท้จริงของชีวิต
ตั้งแต่นั้นมาชีวิตของดิฉันก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คำถามต่างๆ ที่เคยค้างคาอยู่ในใจ ล้วนมีคำตอบทั้งสิ้น เช่น “ทำไมฉันมาอยู่ตรงนี้” “ชีวิตจะมีจุดจบที่ใด” “ชีวิตมีแค่นี้เองหรือ” หัวใจของดิฉันไม่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไปเพราะดิฉันมั่นใจในพระเจ้าผู้ทรงสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกับดิฉันเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือแม้จะมีความมืดอยู่รอบด้าน ดิฉันมั่นใจด้วยว่าพระเจ้าทรงได้ยิน เสียงร้องขอความช่วยเหลือของดิฉัน หากความหดหู่ใจจะแวะเวียนเข้ามาอีก พระองค์จะทรงรักษาดิฉันและพระคำของพระองค์ซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์จะเป็นคำตอบให้แก่ดิฉันเสมอ
ดิฉันหวังว่าทุกท่านที่ได้รับฟังเรื่องราวของดิฉันวันนี้ ที่อาจยังไม่รู้จักพระเจ้าจะมีโอกาสได้รู้จักกับพระองค์และมีประสบการณ์ส่วนตัวกับความรักที่ยิ่งใหญ่และพระเมตตาคุณอันอัศจรรย์ของพระองค์
ขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกท่านค่ะ
ข้อพระคำภีร์ประจำใจคุณน้ำผึ้ง
สดุดี 118:17 ข้าพเจ้าจะไม่ตาย แต่ข้าพเจ้าจะเป็นอยู่ และประกาศพระราชกิจของพระยาห์เวห์(พระเจ้า)
เพลงที่คุณน้ำผึ้งชอบ เพลง “Who Am I”
"คลิกที่นี่" ท่านได้อะไรจาก เรื่องที่อ่านคะ?
ส่งข้อความหาแอดมินได้ที่ลิงค์นี้
