โปรดคลิกที่นี่เพื่ออ่าน "ความจริงสูงสุด 4 ประการของสุขภาพจิตวิญญาณ"
ก่อนที่ท่านจะอ่านบทสัมภาษณ์จากแขกรับเชิญของเรา เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้

ชีวิตของคุณทอมก่อนหน้านี้...
ขอเล่าเริ่มจากการจบการศึกษา คือ ผมจบปริญญาตรี สาขาสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กับ สนใจและชอบรถยนต์มาตั้งแต่เด็ก
เริ่มต้นการทำงานที่แรกในสายงานธุรการ ก็ตามสาขาที่เรียนมา จากนั้นก็เปลี่ยนงานไปทำงานบริษัทที่ 2 สายงานฝ่ายบุคคล (HR) แล้วก็โดนขอตัวไปทำงานในสายงานการตลาด (Marketing) พอย้ายไปทำงานบริษัทที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ดูงานฝ่ายขายต่างประเทศกับแผนกคอมพิวเตอร์ พอลาออกมาก็มาทำธุรกิจกับรุ่นพี่ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันทำกิจการ อู่ซ่อมรถเปอโยต์ (Peugeot) ของตัวเอง
การใช้ชีวิตที่ผ่านมา ก็คงต้องบอกว่าใช้ชีวิตแบบครบตามที่มนุษย์ผู้ชายควรจะเป็น กิน ดื่ม เที่ยว สนุกสนาน เฮฮา ครบทุกอย่าง
เรื่องคาใจ... จุดเปลี่ยนแปลง
ผมเกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์ แบบไม่รู้จักพระเจ้า แต่คิดว่ารู้แล้ว
ผมมารู้จักพระเจ้าเพราะภรรยาชื่อคุณแอน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นแฟนกัน ช่วงแรกที่เข้ามาก็เข้ามาแบบ “ต่อต้าน” แต่ด้วยความอยากเอาใจแฟน ผมมาส่งแอนที่โบสถ์ แอนเข้าโบสถ์ ส่วนผมนอนรอในรถ 2-3 ชั่วโมง นอนรอเป็นปีเลย
แต่ก็มีบางครั้งก็เข้าโบสถ์ฟังการเทศนา แต่ก็ฟังแบบมีอคติว่า “จริงๆเหรอ เป็นไปได้เหรอ” เช่น “วันอาทิตย์ เราต้องมาโบสถ์” แต่ตอนนั้นมีความคิดว่า เราทำงานเยอะก็หาเงินได้เยอะ หรือ เข้าโบสถ์ทีไร มีโทรศัพท์เข้าทุกครั้งเลย!
จนมาถึงวันนึงก็ได้มาส่งแอนที่โบสถ์เช่นเดิม และนั่งรออยู่บนรถเช่นเดิม แต่วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน รู้สึกว่า “ทำไมในรถมันร้องจัง” เดินไปนั่งตากแอร์ในโบสถ์น่าจะดีกว่า
วันนั้นอาจารย์หมอภากร จันทนมัฎฐะ เทศนาเรื่องรูปเคารพและเครื่องรางของขลัง ก็เลยตั้งใจฟัง ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการอยากรู้เรื่องพระเจ้ามากขึ้น คำเทศนาของอาจารย์หมอภากร เรื่องรูปเคารพและเครื่องรางของขลัง ที่มันค้างคาใจผมมาตลอด ก็เนื่องจากผมเกิดในครอบครัวคนจีนและนับถือศาสนาคริสต์ แต่ในครอบครัวกลับมีความเชื่อในเรื่อง หมอดู ภูตผี ซาตาน ที่บ้านมีศาลพระภูมิ ทุกปีจะต้องไปไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้า และก็มีความเชื่อแปลกๆ เข้ามาเรื่อยๆ เช่น ปีนี้เป็นปีชง หรือเกิดปีนี้ต้องบูชาอะไรสักอย่าง แนวนั้น...
บางทีก็ตั้งคำถามกลับไปว่า ทำไมต้องเชื่อ? ทำไม ทำไม แล้วก็ทำไม?
คำตอบ คือ ก็ทำๆ ไปเถอะ มันไม่ใช่!
ในวันนั้นคำเทศนาของอาจารย์หมอภากร แค่ในเวลา 1 ชั่วโมงสามารถตอบคำถามที่ค้างคาใจมานานแสนนาน คือ “ก็ในเมื่อเรามีพระเจ้าของเราสูงสุด แล้วเราจะไป บูชาสิ่งอื่นทำไม” จริงมั้ยครับ?
คำเทศนาวันนั้น ถึงกับสะกิดผมอย่างแรงและทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เช่น
- ที่อู่มีศาลพระภูมิ ความเชื่อโบราณต้องเอาไปทิ้งตามต้นไม้ ผมส่งลงถุงดำถุงขยะเลยครับ
- พอถึงตรุษจีน เคยมีคนมาถามผมว่า ไม่หยุดงานเหรอ? ไม่ไหว้เหรอ? คำตอบคือ ถ้าหยุด ก็ไม่ได้เงิน ทำงานไม่ดีกว่าเหรอ และเจ้าที่จะไหว้เป็นใคร? ชื่ออะไร? แล้วทำประโยชน์อะไร? (ผมแรงครับ)
- พอเข้าใจดังนั้น ก็ตัดรูปเคารพออกไปจากชีวิตง่ายขึ้น และเหมือนว่าจะประหยัดขึ้น ไม่ต้องไปบูชาอะไรอย่างอื่นอีก มีความสุขมากขึ้นครับ

ความเข้าใจใหม่
ก่อนรู้จักพระเจ้า ผมมักจะบ่นและคิดท้อแท้กับชีวิตตัวเองเสมอ “ผมไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย ทำงานมันทุกอย่าง เปลี่ยนงานที ก็เปลี่ยนสายงานที ทำงานแบบเหนื่อยๆ แล้วก็คิดเสมอว่า ตัวเองเก่ง
แต่พอมารู้จักพระเจ้า ผมถึงเข้าใจว่า “พระเจ้ามีแผนการณ์ในชีวิตของผม”
การทำงานต่างๆที่ผ่านมาในอดีตได้สอนผม พระเจ้าวางแผนให้ผมเรียนรู้งานต่างๆแล้วพอเรามาเปิดอู่ ที่เป็นกิจการของตัวเอง ผมสามารถทำได้ทุกหน้าที่ ตั้งแต่เป็นช่างซ่อมรถ การหาลูกค้า การคุยกับลูกค้า การสั่งของจากต่างประเทศ การขายของ ฯลฯ (ยังแอบคิดเลยว่า ถ้าผมไม่เคยผ่านงานมา ผมจะเป็นยังไงเนี่ย) รวมไปถึง ทำให้เรารู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควรมากขึ้น
และผมก็ยอมรับว่า ความเก่งของผม ไม่ได้มาจากตัวผม แต่มาจากพระเจ้าประทานให้ผมต่างหาก
อีกเหตุการณ์หนักๆ ที่ทำให้ผมเชื่อว่าพระเจ้าปกป้องดูแลอยู่
เมื่อปี 2561 ตอนนั้นผมมีคนงาน 2 คน เหตุการณ์วันนั้น คนงานทั้ง 2 คนปฎิวัติ ขอลาออก เรียกว่า เหลือผมคนเดียว ความคิดแรกก็คือ “แล้วกิจการจะไปต่อยังไง” แต่ยังไงไม่รู้ เหมือนว่า... “ให้ผมโทรไปหาเพื่อนคนนึง” สรุป เพื่อนคนนั้นส่งคนงานมาช่วยงานผม หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป 3 ชั่วโมง วันนั้นงานที่ค้างก็เสร็จ แล้วก็ให้คนงานคนนี้มาช่วยงานผมตลอด จนผมได้คนงานใหม่
พอได้คนงานใหม่มา สิ่งที่แปลกมากๆ ต่อไปอีก คือ
- 1. ค่าแรงของคนงานใหม่ ขอเงินเดือนน้อยกว่าคนงานเก่า ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นต้องใช้คำว่า ตึงมากๆ เหมือนว่า ร้ายกลายเป็นดี
2. และที่สำคัญเลย พอเกิดการระบาดของโควิด-19 ปี2563 ซึ่งถ้าผมยังต้องมีคนงาน 2 คน ผมคงไม่ไหว เหมือนพระเจ้า เตรียมแผนให้ผมไว้แล้วล่วงหน้าหรือ ถ้าสมมติว่าผมยังมีคนงาน 2 คน แล้วผมจะต้องปลดคนงานออก มันคงจะเศร้าน่าดู
3. ปัจจุบัน ผมมีคนงาน 1 คน ซึ่งขนาดกำลังดีกับ เหตุการณ์ตอนนี้ (โควิดระบาด )

การทำงานโดยอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า
ระยะเวลา 3 ปีมานี้ มีบางอย่างที่ทำให้ผมคิดว่า “ผมจะต้องขยายกิจการ” แต่ถ้าคิดแบบทั่วๆไป ก็คงเพิ่มคนงาน ขยายพื้นที่ ฯลฯ แต่ด้วยการอธิษฐานให้พระเจ้าชี้นำ ก็ทำให้ผมก็มีความคิดเข้ามาว่า ผมควรจะสั่งของ (อะไหล่รถจากต่างประเทศ) มาขายคู่กับการซ่อมรถ
ซึ่งเป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก ก็คือ ผมมีความคิดว่า ถ้าผมสั่งของมาเอง ไม่ต้องผ่านร้านค้าในประเทศ ลูกค้าก็จะได้ของในราคาไม่สูง เป็นการช่วยลูกค้าด้วย
ปัจจุบันงานขายอะไหล่ที่ผมสั่งมา ก็ไปได้ดี บางส่วนก็ขายตรงไปที่ลูกค้า และบางส่วนก็ใช้ซ่อมรถที่อู่ โดยที่งานซ่อมก็ยังทำได้ปกติ
พระคำพระเจ้าที่มีส่วนในการใช้ชีวิตของผมก็คือ พระคัมภีร์มัทธิว ข้อ 6:25-26
มีหลายครั้งที่ ไม่มีสมาธิก็จะคิดถึงพระคำบทนี้ ให้แง่คิดกับผมมาก
“เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนเองวา จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่า อาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ? จงดูนกทั้งหลายบนท้องฟ้า พวกมันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้รวบรวมไว้ในยุ่งฉาง แต่พระบิดาของพวกท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงพวกมันไว้ ท่านไม่ประเสริฐกว่า พวกมันหรือ?” มัทธิว ข้อ 6:25-26
"คลิกที่นี่" ท่านได้อะไรจาก เรื่องที่อ่าน? ตอบคำถาม 1 นาที ขอบคุณค่ะ
ส่งข้อความหาแอดมินได้ที่ลิงค์นี้ https://www.facebook.com/HealthiestMeThailand
